August 15, 2020
Resident Evil 3 Review

Resident Evil 3 Review – แม้ไม่สุด แต่ก็สนุกอยู่ดี

Resident Evil 3 Review มาพบกับรีวิวจากทางเรา กับการกลับมาของเกม Survival Horror ภาคต่อระดับตำนาน ด้วยภาพกราฟิกและเกมเพลย์ที่ยกระดับจากต้นฉบับ เนื่องจากเราเล่นจนจบแล้ว เราจึงมาเล่าให้ฟังว่าดีหรือแย่อย่างไร

ก่อนอื่นก็ต้องพูดถึงความสำเร็จของ Resident Evil 2 Remake ที่เป็นตัวผลักดันสำคัญให้ทาง Capcom ประกาศเข็นภาคต่อออกมาภายในระยะเวลาไม่ถึงปี และนั่นก็คล้ายคลึงกับครั้งที่เกมต้นฉบับวางขายภาค 3 ในปี 1998 ต่อจากภาค 2 เพียงปีเดียว ตัวเกมภาคนี้จากทั้งตัวอย่างและ Demo จึงมีความคล้ายคลึงกับภาค 2 เพิ่มเติมคือความแอ็คชั่นและเน้นสกิลผู้เล่นที่มากขึ้น

พอมาถึงเกมจริงๆ ที่เราเพิ่งได้เล่นไป จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปชมกันเลยครับ

การรีวิวนี้ยังไม่รวม Resident Evil Resistance ที่เป็นโหมดผู้เล่นหลายคนที่มาพร้อมกับเกมนี้

การเล่าเรื่อง

กลับกลายเป็นจุดบอดสำคัญเสียอย่างนั้น ในความคิดของเรา ถ้านำเกมนี้ไปเทียบกับต้นฉบับ นั่นก็เพราะต้วเกมที่เป็นเส้นตรง และรายละเอียดบางอย่าง เช่นฉากใหญ่ที่ควรมีก็ไม่มีให้เห็นอยู่ในภาคนี้ (เอาเป็นว่าเราจะไม่บอกว่าฉากไหนหายไป ให้คุณไปเล่นเอง) ที่เล่นมานั้นเรารู้สึกได้ถึงความรีบเร่งในการเล่าเรื่องอย่างชัดเจน และแน่นอนว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับอยู่พอสมควร ที่เราไม่อาจจะเรียกว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียของเกมได้เต็มปาก ซึ่งเกมเพลย์ในภาคนี้มีผลโดยตรงครับ

แต่ก็ยังดีที่เกมนี้ถูกทำมาให้จบลงด้วยดี และเราก็รู้สึกดีในระดับหนึ่งที่ได้รู้เรื่องราวของเกมนี้ ในยุคที่ทุกอย่างทันสมัยขึ้น พร้อมทั้งพลังนักแสดงของเกมที่นำพาความรู้สึกเราไปจนจบได้ ฉากหลายฉากที่ถูกนำเสนอใหม่ให้ดูจริงจังและมีมิติขึ้น

การนำเสนอ

เราก็ยังคงชอบการนำเสนอมุมมองของเมือง Raccoon City ที่กำลังล่มสลายได้อย่างโกลาหล ยิ่งภาคนี้ส่วนนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ด้วยความที่เรื่องราวเกิดก่อนภาค 2 ที่กำลังอยู่ในช่วงจังหวะแห่งความวุ่นวายพอดี ในขณะที่ภาค 2 นั้นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไปก่อนแล้ว

ส่วนในด้านของความสยองขวัญนั้น ถ้าใครเคยชินกับการเล่นภาค 2 แล้ว ก็จะรู้สึกว่าเกมนี้มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แถมแอ็คชั่นขึ้นเป็นกอง แต่เราก็มองว่ามันก็สมเหตุสมผลดี เพราะตัวเอกก็เป็นตำรวจ หรือหน่วยรบพิเศษกันทั้งนั้น เกมจึงมีทางเลือกให้บู้ระห่ำได้เต็มที่ แต่ก็ไม่ควรมากจนเกินไป

แต่จุดที่เรารู้สึกว่ามันน่ากลัวจริงๆ ก็พอมีในช่วงแรกของเกม ใครที่ชอบความสยองขวัญก็ถือว่าผ่าน ที่สำคัญ พี่เน Nemesis ทำออกมาได้น่าตื่นเต้น และยอมกับความใจกล้าของทีมงานมาก ที่พี่เนในแต่ละช่วงเวลาออกมาทำเราตื่นเต้นในรูปแบบที่ต่างกันออกไป

เกมเพลย์

ด้วยความที่เกมเพลย์เปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเทียบกับต้นฉบับ ก็ขอพูดถึงสิ่งที่ต้นฉบับมี แต่ภาคนี้ไม่มี เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ระบบทางเลือกถูกตัดทิ้ง เป็นเส้นตรงเดี่ยวไปเลย ส่วนนี้อาจทำให้แฟนเกมภาคเก่าผิดหวัง และแน่นอนว่าส่งผลโดยตรงต่อเนื้อเรื่อง

การใช้พื้นที่ของเกม ดูเป็นเกมที่ค่อนข้างวิ่งไปตรงๆ เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาเป็นฉากๆ ไป แต่ก็มีย้อนกลับมาบ้างในบางครั้ง การใช้ความสามารถในการเป็นนักสำรวจยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณอยากแก้ปริศนาให้ครบ ปริศนาโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ส่วนตัวคิดว่าภาค 2 ยังคงมีความซับซ้อนมากกว่าในหลายจุด คนที่ชินมือกับภาค 2 อาจจะมองว่าง่ายไปเลยก็ได้

การควบคุมหลักยังคงเหมือนภาค 2 ส่วนที่ต่างจากภาค 2 อีกอย่างนั่นคือระบบ Dodge หลบหลีกศัตรู ถ้ากดได้ตรงจังหวะ ระบบนี้ไม่ได้สำคัญมากนักกับซอมบี้ปกติ แต่สำคัญกับมอนสเตอร์ตัวใหญ่ จนไปถึงบอส มอนสเตอร์หลายตัวอาจได้เจอทีเดียวก็จบกันไป เพิ่มความตื่นเต้นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่บางตัวเราก็รู้สึกว่ามันยากและโผล่ในจังหวะที่นรกสุด จนต้องระวังตัวมากขึ้น ส่วนการสู้กับบอสของเกมนี้ทำออกได้สนุกตื่นเต้น ลงท้ายด้วยความสะใจสุดๆ

เกมนี้สามารถเล่นให้จบได้ในระยะเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อให้จบเนื้อเรื่องหลัก ส่วนตัวเล่นจบภายในไม่ถึง 5 ชั่วโมงเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแต่ละคน และการเก็บปริศนาในเกมให้ครบต้องใช้เวลามากกว่านั้น หลังเล่นจบแล้วตัวเกมจะมีร้านค้าให้ พร้อมกับ Challenge ที่ทำแล้วได้แต้มมาปลดล็อคของในเกม ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ Concept Art หรือโมเดลของตัวละครต่างๆ

ประสิทธิภาพ

ถ้าภาค 2 ทำได้ดี ภาคนี้ก็แทบไม่ต่างกัน เราได้เล่นเกมนี้บน PC ด้วย CPU AMD Ryzen 5 2600 3.4GHz 6 Cores พร้อมการ์ดจอ AMD RX Vega 56 และรายละเอียดอื่นๆ ที่เกินความต้องการแนะนำทั้งหมด ผลคือเราปรับสูงสุดได้โดยที่ไม่มีปัญหาใดๆ อาจจะมีกระตุกเล็กน้อย แบบเกิดขึ้นนานๆ ที ตอนที่เกมกำลังมีไอคอนโหลดขึ้นมา รวมทั้งการแสดงผลทั้งด้านสีหน้าตัวละคร ฉากของเกม แสงเงา หรือความสยดสยองก็ทำออกมาได้อย่างไม่ผิดหวัง

สรุป

สรุป Review สำหรับแฟนเกมภาคต้นฉบับแล้ว ก็พอพูดได้ว่านี่ไม่ใช้เกมที่ Remake ได้ดีเมื่อเทียบกับภาค 2 ด้วยระบบเกมเพลย์ที่เปลี่ยนไป และส่งผลกับเนื้อเรื่องโดยตรง ฉากใหญ่บางฉากไม่มีในเกมก็ถือเป็นที่น่าเสียดาย เป็นเกมในจักรวาล Resident Evil ที่เราอยากให้มันสุดได้มากกว่านี้ สามารถขัดเกลาในบางส่วนให้ดีขึ้น แต่สำหรับคอเกมโดยทั่วไปก็ถือว่าเป็นเกมที่ควรได้เล่นกัน รวมถึงเราเองก็แนะนำ เพราะเกมนี้ก็ยังคงเป็นเกมที่ท้าทายผู้เล่นทุกกลุ่ม และสนุกมากๆ อีกเกมหนึ่ง

สรุปคะแนน

เราจะให้คะแนนแยกกันตามหัวข้อดังนี้

  • เนื้อเรื่อง: 6.5/10
  • การแสดงผล: 8.5/10
  • เกมเพลย์: 7.5/10

สรุปรวม: 7.5/10

ตอนนี้ตัวเกมเปิดให้เล่นแล้วบน PlayStation 4, Xbox One และ Steam ครับ