August 15, 2020
final fantasy 7 remake review

Final Fantasy 7 Remake Review – สนุกจนวางจอยไม่ลง เล่นใหญ่สมการรอคอย

Final Fantasy 7 Remake Review มาพบกับรีวิวจากทางเรา กับการกลับมาของเกม RPG ที่ได้ใจทั้งนักวิจารณ์และผู้เล่นยุค 90 แน่นอนว่าการกลับมาของเกมนี้ถือว่าน่าตื่นเต้นสุดๆ ก็เพราะการยกเครื่องใหม่ ด้วยกราฟิกอันสวยงามสมกับเป็นเกมสมัยนี้

ส่วนตัวผู้เขียนนั้นไม่เคยเล่นภาคต้นฉบับมาก่อน เพราะถ้านับตามปีที่เกมต้นฉบับวางขาย (วางขาย 31 มกราคม 1997) นั่นก็ก่อนผมเกิดเพียงไม่กี่เดือน เลยไม่ได้มีโอกาสได้เล่นตั้งแต่เด็ก แต่รู้เรื่องราวของเกมอยู่นะ ก็ถือว่าเป็นโอกาสดียิ่งที่เราจะได้สัมผัสกับโลกของเกมแบบที่ไม่เคยเจอเองมาก่อน

เนื่องจากเราเล่นจนจบไปไม่นาน เราก็เลยอยากจะมาเล่าประสบการณ์การเล่น พร้อมทั้งติชมเกมนี้กัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปชมกันเลยครับ งานนี้อ่านได้ไม่มีสปอยแน่นอน

*หมายเหตุ: ตัวเกมนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Sony Interactive Entertainment ประเทศไทย

การเล่าเรื่อง ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ เล่นใหญ่ไม่กั๊ก

Image

ถ้าอ้างอิงจากต้นฉบับแล้ว ถือว่าเกมนี้ไม่ได้คึบหน้าไปมาก แต่ก็เลือกจุดพีคที่จะเป็นจุดสิ้นสุดของเนื้อเรื่องภาคนี้ได้ดี ก่อนหน้านี้ผู้สร้างตั้งใจว่าจะสร้างเกมนี้แล้วแบ่งเปิดให้เล่นเป็นส่วนๆ ไป เนื่องจากเนื้อเรื่องทั้งหมดของ Final Fantasy 7 นั้นเยอะมาก เราก็กังวลว่ามันจะสั้งเกินไปหรือไม่ แต่พอมาเล่นจริงคืออิ่มมาก มันคือสิ่งที่เกมตันฉบับบน PlayStation 1 ทำไม้ได้ เนื้อเรื่องมีการขยายความ เล่าลงลึกตามซอกมุมต่างๆ เท่าที่จะมีช่องว่างให้ใส่เข้าไป หลายอย่างก็ดูมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ดูทันสมัยเมื่อเทียบกับเกมสมัยนี้

ถ้าให้พูดง่ายๆ การเล่าเรื่องเหมือนกับเราดูหนังเลย เว้นแต่ว่าเราก็เล่นเกมนี้ไปด้วย Cutscene ค่อนข้างยาวแต่เก็บรายละเอียดได้ดีจนเราอิน อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป มันจะไปจบตรงไหน อยากเล่นต่อไปให้เจอบทสรุปของมันให้ได้ นี่คือเหตุผลข้อแรกที่เราบอกว่า ได้เล่นแล้วคงจะวางจอยไม่ลงแน่ และพอเล่นจบคุณก็จะอยากเล่นภาคต่อทันที

ด้วยความที่เป็นเกมญี่ปุ่น เนื้อเรื่องมันก็ดูเป็นญี่ปุ่นมาก เราขอแนะนำให้เปิดเสียงพากย์เป็นภาษาญิ่ปุ่นครับ แอบรู้สึกว่าพอเป็นเสียงอังกฤษแล้วไม่ค่อยเข้า คนที่ดูอนิเมหรือหนังญี่ปุ่นบ่อยๆ นี่คงเทียบได้ว่าเป็นซีรีย์ญี่ปุ่นแนวแอ็คชั่นแฟนตาซี ที่อัดแน่นด้วยความบันเทิง มาทุกอารมณ์ เอาแบบบู๊มันส์ๆ เล่นใหญ่ถล่มบ้านเมือง การเมืองเข้มข้น อวยสาวกันไม่ถูกคน หรือไปทางดราม่าซื้งๆ อบอุ่นหัวใจ เกมนี้จัดให้คุณได้ครบครัน

นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว ภารกิจรองก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลายอันต่อมาจากเนื้อเรื่องหลัก เล่นแล้วจะรู้เลยว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ภารกิจเหล่านี้มาเฉยๆ แต่มันทำให้เรื่องราวในเกมสมบูรณ์ขึ้นไปอีก

การนำเสนอบรรยากาศในเกม แบบยิ่งใหญ่ตระการตา

Image may contain: one or more people, people standing and outdoor

ถ้ามาถึงข้อนี้ ก็จะต่อเนื่องกับการเล่าเรื่อง ที่พอเป็นบรรยากาศในเกมแล้วก็ต้องถูกพูดถึงให้ลึกเข้าไปอีก ตัวเกมนำเสนอถึงความยิ่งใหญ่ในเมือง Midgar ได้อลังการงานสร้าง รวมทั้งสถานที่สลัมใต้เมือง, อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของบริษัท Shinra, Wall Market แหล่งรวมสถานบันเทิง และสถานที่ที่ผมไม่อาจบอกคุณได้ (จริง ผมบอกคุณไม่ได้ อยากให้ไปเจอกับตาตัวเองแล้วจะร้องว้าว)

นอกจากฉากในเกมที่ตระการตาแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นเพลงประกอบสุดชิลระหว่างเดินในเมือง หรือสุดระทึกเร้าอารมณ์อยากบวกเวลาต่อสู้ รวมทั้งความลับที่ถูกซ่อนไว้ในเกมก็มีให้ค้นหา ทั้งจากการทำภารกิจต่างๆ หรือว่าจะเดินขุดคุ้ยจนเจอเองก็มี เป็นไปได้พอเล่นจนจบแล้ว คุณอาจอยากเข้าไปในเกม เพื่อเสพบรรยากาศเพลินๆ ในบางพื้นที่

เกมเพลย์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกสไตล์การเล่น

Image

ถ้าเกมต้นฉบับคือเกม Turn-based RPG เกมนี้ก็ยังคงมี คุณอาจจะลองได้ใน Classic Mode แต่เราจะพูดถึงโหมดปกติธรรมดาที่ผู้สร้างตั้งใจให้เล่นกัน ถ้าเล่นเองแล้วจะรู้สึกว่า เกมเพลย์ส่วนใหญ่ก็ดูเป็นเกม RPG สมัยนี้ ที่มีการกดปุ่มโจมตี ป้องกันแบบ Real-time แต่ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบที่ต่อยอดมาจากเกม Turn-based RPG นอกจากจะกดปุ่มโจมตี ป้องกัน หลบหลีกแบบที่เกมอื่นๆ ทำกัน ก็จะมีเมนูคำสั่งที่กดขึ้นมาแล้วเลือกได้ว่า จะใช้สกิลไหน แบบกายภาพ แบบเวทมนตร์ หรือจะใช้ของในกระเป๋า และเมื่อกดแล้วทุกอย่างจะเดินช้าลงมากๆ เหมือนให้เราหยุดคิดว่า จะทำอะไรต่อไปดี เหมือนกับเกมสมัยก่อน

การอัพเลเวลของตัวละครจะดำเนินไปเองตามที่เราพาตัวละครนั้นๆ ไปต่อสู้ สิ่งนี้จะเพิ่มพวกพลังชีวิต พลังเวทย์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคืออาวุธ จะมีแต้มอัพสกิลสำหรับอาวุธนั้นโดยเฉพาะ ไม่แย่งกัน อาวุธบางชิ้นก็มีสกิลพิเศษเป็นของตนเอง เครื่องแต่งกายก็มีผลกับสถานะต่างๆ ของเรา และทุกอย่างที่กล่าวมาเราสามารถใส่สิ่งที่เรียกว่า Materia หรือธาตุที่จะให้สกิลหรือสถานะติดตัว และมันก็มีหลากหลาย ที่เล่ามานั้นอาจฟังดูยาก แต่เข้าไปในเกมแล้วตัวเกมก็สอนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ยกเว้นแต่ว่าจะเจอ Boss ที่เราคาดไม่ถึง และเตรียมของพวกนี้ไปไปเหมาะสม ก็ต้องคิดหนักๆ อีกที

และสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี่ทำให้เกมโคตรมันส์ คุณจะสนุกกับการกดปุ่มโจมตี หลบหลีก ป้องกัน ไปพร้อมกับการกดสกิลจากหน้าเมนูคำสั่ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังสลับไปเล่นตัวละครอื่นระหว่างต่อสู้ได้ด้วย แล้วแต่ที่คุณถนัดเลย สัดส่วนเหล่านี้จะมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับสไตส์การเล่นของผู้เล่นแต่ละคน ทำออกมาได้ครอบคลุมมาก ถ้าคุณไม่เคยเล่นเกมแนวนี้ก็คุ้นชินได้ไม่ยาก ความยาวเกมเชื่อว่าน่าจะมากกว่า 30 ชั่วโมงแน่นอน ผมเล่นเองจบที่ 40 ชั่วโมงกว่าๆ เลย นี่ยังไม่รวมมินิเกมแปลกๆ ที่แทรกอยู่ตามมุมเมืองด้วยนะ

แต่ว่าก็มีหลายฉากที่ทำเอาเราหัวไหม้สุดๆ ฝึกสกิลการใช้จอยได้ดีมาก รองแค่เกมตระกูล Souls ทั้งหลาย ส่วนตัวคิดว่าอันนี้เข้าถึงผู้เล่นได้กว้างกว่า

ประสิทธิภาพการแสดงผล

Image

เนื่องจากเป็นเกม PlayStation 4 และทาง Sony ก็รู้เห็นเป็นใจกับ Square Enix เป็นอย่างดี เกมโดยรวมก็ไหลลื่น สำหรับเครื่อง PS4 ตัวธรรมดาก็เล่นได้ที่ความละเอียด 1920×1080 ที่เฟรมเรต 30 FPS คงที่ แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่บางพื้นผิวดันดูไม่ละเอียดเสียอย่างงั้น ทั้งที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ไกลตัวละครมาก และมุมกล้องที่อาจเวียนหัวได้ในบางจุด อาจต้องพักสายตากันเสียบ้าง

สรุป

Image

สรุป Review ถ้าเป็นแฟนเกมต้นฉบับก็อาจจะมีทั้งส่วนที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แน่นอนว่ามีการขยาย หรือปรับเปลี่ยนจากตันฉบับ แต่มันก็เป็นเกมที่เนื้อเรื่องเข้มข้น น่าติดตามเหมือนดูซีรีย์ยาว มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ที่รอให้สานต่อไปได้อีกยาวไกล มาพร้อมกับเกมเพลย์ที่ผสมผลานความคลาสสิก กับความเป็นเกมสมัยนี้ได้อย่างลื่นไหล ลงตัว เหมาะสมกับผู้เล่นหลายกลุ่ม องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เกมสนุกมาก และถือเป็นเกมที่ทำให้เราประทับใจสุดๆ

สรุปคะแนน

เราจะให้คะแนนแยกกันตามหัวข้อดังนี้

  • เนื้อเรื่อง: 8.5/10
  • การแสดงผล: 9/10
  • เกมเพลย์: 9.5/10

สรุปรวม: 9/10

ถ้ามี PS4 ก็คือขาดเกมนี้ไม่ได้แล้วนะ ตอนนี้ตัวเกมเปิดให้เล่นแล้วบน PlayStation 4 เท่านั้น และคาดว่าจะวางขายบน PC ในปีหน้า