November 24, 2020
watch dogs legion

Watch Dogs Legion Review – นี่สิ Watch Dogs ที่ควรจะเป็น!

Watch Dogs Legion เกมฟอร์มยักษ์ภาคต่อของซีรีส์เกมที่ทาง Ubisoft พยายามดันทุกวิถีทางให้เฉิดฉายที่สุดในวงการเกม ก็กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในปีนี้ หากเราย้อนไปดูเสียงตอบรับของภาคก่อน ก็จะพบว่า ภาคแรกอยู่ในเกณฑ์ประสบความสำเร็จ เกมขายดีทะลุ 10 ล้านชุด คะแนนวิจารณ์เกมโดยรวมนั้นไม่แย่มากนัก แต่ถือว่าเปิดตัวเกมได้ไม่สมกับที่คุยไว้ พร้อมกับปัญหาเรื่อง Downgrade และปัญหาด้านประสิทธิภาพจนทำให้ชื่อเสียงของ Ubisoft เสียหายไปพักใหญ่ ก่อนที่อีก 2 ปีถัดมา ทาง Ubisoft ก็เข็นเกมภาค 2 ออกมาเพื่อแก้ไขสิ่งที่ภาคแรกทำผิดพลาดไว้ได้สำเร็จ แถมยอดขายก็ไม่น้อยกว่าภาคแรกเลย

ในบทความนี้ก็จะมาเล่าและรีวิวเกม Watch Dogs Legion ที่ทางเรานั้นได้ตัวเกมเวอร์ชั่น PC (Uplay) มาจาก Ubisoft โดยตรง ให้เล่นได้ก่อนเกมเปิดให้เล่นจริงในวันที่ 29 ตุลาคมนี้บน PS4, Xbox One และ PC และบน PS5, Xbox Series X/S เมื่อเครื่องวางจำหน่าย ระหว่างที่รีวิวเราจะนำรายละเอียดของภาคแรกและภาคสองมาเปรียบเทียบบ้าง เพื่อให้แฟนเกมซีรีส์นี้ได้เข้าใจกัน ทั้งนี้ ระบบออนไลน์ของเกม และเนื้อหา Season Pass จะเปิดให้เล่นวันที่ 3 ธันวาคมนี้ จึงยังไม่มีรีวิวด้านนี้ครับ และรีวิวนี้จะไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญใดๆ

การดำเนินเรื่องที่มาแปลกกว่าทุกภาค คราวนี้ขอเน้นวายร้ายเป็นหลักบ้าง

ด้วยความที่เกมนำเสนอด้วยการให้เรา “เล่นเป็นตัวละครใดก็ได้” ทำให้ความหนักแน่นของตัวละครหลักนั้นขึ้นอยู่กับเราล้วนๆ และบทของตัวละครเราในเนื้อเรื่องหลายส่วน พอสังเกตได้ว่าเป็นบทที่กลางๆ ออกแบบมาเพื่อให้ตัวละครทุกเพศทุกวัยพูดได้ ดังนั้นความอินกับตัวละครหลักของเราถือว่าน้อยลงมากเมื่อเทียบกับภาคก่อน แต่ถ้าได้จับตัวละครที่เหมาะกับสไตล์การเล่นของเราแล้ว อาจจะอินกับเกมนี้มากกว่าตัวละครอื่นด้วยซ้ำ ซึ่งเราจะเล่าต่อไปในส่วนของเกมเพลย์

ตัวละครที่เป็นทหารรักษาพระองค์ ในพระราชวังบัคกิ้งแฮม จ้วบจ้าบสถาบันนะเราอะ

แต่ถ้าลองตัดกลับมาที่ตัวละครสมทบที่เป็นผู้ช่วยของเราอย่าง Bagley ตัวละครปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยเหลือและบรรยายให้กับทุกภารกิจในเกมก็เป็นคู่หูที่ดีและทำให้เนื้อเรื่องฝั่ง DedSec หรือฝั่งที่เราเล่นมีชีวิตชีวา และถ้าเป็นมุมของวายร้ายแล้ว นี่คือความเล่นใหญ่มากที่สุดในเกมซีรีส์นี้ จากตัวอย่างเกมเราจะได้เห็นว่า มีองค์กรแฮกเกอร์ลับนามว่า Zero-Day เริ่มทำลายเมืองลอนดอนและใส่ร้ายป้ายสีกลุ่ม DedSec พร้อมเปิดทางให้กับกองกำลังรับจ้าง Albion ที่ควบคุมโดย Nigel Cass ออกมาควบคุมดูแลเมืองและระบบ ctOS ที่โยงใยชีวิตสุดล้ำของเมืองไว้ เพื่ออ้างเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการกดขี่ประชาชนจนปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น และมีองค์กรอาชญากรรมของ Mary Kelley ได้รับประโยชน์จากความเสื่อมโทรมของเมือง DedSec จึงออกตามหาประชาชนเข้ามาทำงานเปิดโปงพวกเขาเหล่านี้ พร้อมกระตุ้นให้ชาวเมืองลุกขึ้นสู้ไปพร้อมกัน

ในมุมมองของเราแล้ว การนำเสนอประเด็นเหล่านี้จึงเป็นอะไรที่เข้าถึงเราได้ง่าย ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้แล้ว เชื่อว่าน่าจะอินกับความร้ายกาจของพวกเขาเหล่านี้ได้ไม่ยาก หากเทียบกับภาคก่อนแล้ว อารมณ์ของเนื้อเรื่องจึงเหมือนนำภาค 1 และ 2 มายำรวมกัน พร้อมใส่ความอลังการเข้าไปหนักมาก มีความน่าติดตามมากขึ้นพอตัวว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป นอกจากนี้ยังมีวายร้ายที่เราไม่ได้เอ่ยถึง เราอยากให้ลองไปเจอด้วยตัวเองกัน เป็นเกมที่ดำเนินเรื่องระหว่างทางได้สนุก แต่ยังจบได้ไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก ให้ความรู้สึกแบบ อ้าวจบละเหรอไม่ได้ตั้งตัว และตลอดทั้งเกมก็วิพากษ์วิจารณ์สังคมเมืองอังกฤษได้น่าสนใจ ทันสมัยต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน

เกมเพลย์ที่พัฒนาจากภาค 2 และนี่คือ Watch Dogs ที่ควรจะเป็นนานแล้ว

ตัวละครส่วนหนึ่งที่เราหามาได้ในเกม และถ่ายโดย Photo Mode ของเกม

ข้อดีข้อหนึ่งของ Watch Dogs คือการนำ NPC ผู้คนที่มีทั้งชื่อ อาชีพ และประวัติคร่าวๆ มาให้เราได้อ่านกันสนุกๆ แต่ภาคนี้มีการขยายให้ลึกไปถึงชีวิตประจำวัน ระดับความชอบที่มีต่อ DedSec ตลอดจนความสามารถ ข้อดี ข้อเสีย และอุปกรณ์ส่วนตัวที่เขาเหล่านั้นมี อย่างที่ได้กล่าวไปต้นเรื่องว่าเราสามารถนำ NPC ที่เดินบนถนนคนใดก็ได้มาเข้าเป็นพวกเรา เมื่อเราได้เล่นเป็นตัวละครนั้นแล้ว รายละเอียดของตัวละครนั้นจะส่งผลต่อเกมที่เราเล่นได้มากมาย

การได้มาของตัวละครนั้นมีหลายรูปแบบ เริ่มแรกที่ตัวเกมจะสุ่มเลือกคนมาจำนวนหนึ่ง ให้เราเลือกตัวละครแรกของเราเพื่อทำภารกิจอื่น หรือไปดึงคนอื่นต่ออีกทอดหนึ่ง สำหรับใครที่ไม่เกลียด DedSec เป็นทุนเดิม การเข้าไปคุยกับคนนั้นตรงๆ จะทำให้ได้ภารกิจหนึ่งมา เพียงแค่ทำสำเร็จก็จะได้คนนั้นมาเป็นพวกทันที ส่วนใครที่ไม่ชอบ DedSec จำเป็นต้องอัพความสามารถชื่อ Deep Profiler เพื่อดูงานประจำวันที่เขาทำ และเข้าไปช่วยเหลือเขาตรงนั้น เพื่อแลกกับภารกิจที่จะได้เขาคนนั้นเป็นพวก ซึ่งเรามักได้ใช้กับการดึงคนของ Albion หรือ Kelley วายร้ายหลักของเกมมาเป็นพวกเรา และไม่ต้องกังวลว่าจะเกลือหนัก เพราะระบบของเกมก็จะแนะนำอาชีพ และไฮไลท์ NPC ที่น่าจับตามองเป็นระยะ

ตัวละครที่ตายแล้ว หากเปิด Permadeath จะตายถาวร และเราต้องสลับไปเล่นตัวอื่นแทน

ทีนี้เรามาเจาะลึกระบบของตัวละครเหล่านี้ที่น่าสนใจกัน อย่างแรกก็คือ ทุกความยากง่ายจะมีระบบ Permadeath ให้เปิดใช้ จะทำให้ตัวละครของเราตายถาวรได้ ซึ่งเราแนะนำให้เปิด เพราะนี่คือระบบที่ทำให้เกมท้าทายขึ้นเป็นกอง หากตัวละครทุกตัวตายหมด เกมจะจบลงทันที สามารถเปิดปิดระบบนี้ระหว่างเล่นเกมได้ ยกเว้นถ้าเปิด Ironman Mode จะสลับกลับไม่ได้ นอกจากนั้นตัวละครของเราอาจเจอกับชะตากรรมอื่น อย่างการบาดเจ็บสาหัส และ ถูกจับ สองอย่างนี้จะไม่ทำให้ตัวละครหายไป แต่จะใช้ตัวละครนั้นไม่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการหาคนที่มีอาชีพหมอ และ ทนายมาติดในทีมไว้ พวกเขาอาจนำคนในทีมที่ใช้ไม่ได้ออกมาให้เราใช้ต่อได้ทันที

ตัวอย่างตัวละครที่บาดเจ็บสาหัส หากไม่มีตัวละครหมอเลย เราอาจต้องรอ 1 ชั่วโมง 15 นาทีเต็มๆ

แถมยังมีระบบที่เหนือความคาดหมายเรามาก อย่างการที่ NPC หนึ่งที่เกลียดเรามาก เช่นเราเคยไปทำร้ายเขาแต่ไม่ตาย เขาอาจกลับมา “ลักพาตัว” ตัวละครเราไปซ่อน และเราต้องทำภารกิจเพื่อนำตัวละครนั้นคืนกลับมา และเราจะได้เห็นตัวละครที่ขึ้นชัดเจนว่าเป็นเพื่อน คู่ครอง พี่น้องของตัวละครที่เรามี การเข้าไปช่วยเหลือผู้คนที่เกี่ยวข้องจากสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจทำให้เขามาเป็นพวกเราได้เลย

ตัวละครนักมายากลสุดหายากในเกม

นอกจากนั้น ความสนุกของเกมนี้ก็คือการได้เห็น NPC ที่มีความสามารถแปลกๆ เช่น เป็นผู้นำประท้วง ที่มีโทรโข่งเรียกคนให้เดินประท้วงกับเรา บางคนก็มีเครื่องดนตรีของตนเอง หรือว่ามีความสามารถในการทำ Beatbox ให้ผู้อื่นดู บางคนก็เป็นนักพนันที่เอาเงินกองกลางที่หามาได้ไปเล่นพนัน มีได้บ้างเสียบ้าง และที่ดูเกินจริงและดันมีประโยชน์ที่สุดเท่าที่เจอมา คือนักมายากลที่สามารถสะกดจิตศัตรูให้ทำร้ายกันเองได้ และที่ได้กล่าวไปว่าตัวละครทุกตัวมีความสามารถที่ต่างกัน ท่วงท่าของตัวละครก็ต่างกันจนเห็นได้ชัด บางตัวก็มีท่า Takedown ที่หลุดมาจากหนังแอคชั่นเดือดๆ หรือบางตัวก็กาวขั้นสุด อย่างนักมายากลที่สะกดจิตให้หลับ (เราชอบตัวนี้มากๆ แต่น่าเสียดายที่เราทำเขาตายซะงั้น)

ดูอีกทีนี่ก็ไม่ได้ต่างจากเกมของ Ubisoft เกมอื่นนัก แต่เสริมความเป็นยอดจารชนแบบเต็มสูบ

การทำภารกิจเพื่อปลดแอกแต่ละพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญ

ถ้าพูดถึงเกม Open-world ของ Ubisoft แล้ว สิ่งที่ต้องมีคือการทำภารกิจเพื่อเปิดแผนที่ หรือปลดล็อกแต้มความสามารถเพื่ออัพสกิลของเราเอง แต่ความแตกต่างก็มีอยู่พอสมควร นั่นคือภารกิจที่ให้ทำจะมีอยู่ราว 3-4 อย่างในแต่ละพื้นที่ที่ไม่ซ้ำกัน เมื่อทำสำเร็จ พื้นที่นั้นจะได้รับการปลดปล่อยและมีของแถมคือ ตัวละครพิเศษ พร้อมเผยจุดเก็บแต้มความสามารถในพื้นที่นั้นอีกจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดเพื่อให้เนื้อเรื่องหลักดำเนินต่อได้ แต่การหาตัวละครและการเก็บแต้มความสามารถไว้มากๆ ก็ทำให้เกมช่วงหลังไม่ยากจนเกินไป ง่ายๆ ก็คือการฟาร์มนั่นเอง

หน้าต่างเมนูอัพความสามารถ จะเรียกว่า Tech ใช้แต้มซื้อไอเท็มและความสามารถ และอัพให้สูงขึ้นได้

และการอัพความสามารถหรือ Tech ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกมภาคนี้ได้อัดความท้าทายของฝั่งศัตรูไว้หลากหลาย โดยเฉพาะโดรนทีมีถึง 6 แบบ ป้อมปืนอีก 2 แบบ แถมบินกันเต็มเมือง การอัพจะมีตั้งแต่ หยุดการทำงาน แฮกมาใช้เอง และสั่งให้โจมตีพวกเดียวกัน และของทุกอย่างจะอัพแยกกันด้วย ถ้าฟาร์มมาหนักก็อาจจะเทพไปเลย ขึ้นอยู่กับฝีมือและระดับความยาก

ในด้านของเกมเพลย์ถ้าเป็นปริศนาแล้ว ถือว่าท้าทายประมาณภาค 2 พร้อมกับลูกเล่นที่แปลกใหม่อีกเพียบ สำหรับเนื้อเรื่องหลักแล้ว ถึอว่ามีความจำเจน้อยมาก เราได้เห็นลูกเล่นที่ตราตรึงใจตลอดทั้งเกม ที่กระตุ้นให้เราเลือกใช้ตัวละครให้เหมาะสมกับสถานการณ์เสมอ มาพร้อมกับเพลงประกอบที่เร้าใจกว่าทุกภาค แต่สำหรับเกมเพลย์จำพวกภารกิจเสริม ภารกิจตามหาคนเป็นพวก และภารกิจปลดแอกเมือง อาจมีความจำเจอยู่บ้าง เช่น เข้าไปในถิ่นของศัตรู แฮกอุปกรณ์หนึ่ง / ช่วยคนคนหนึ่ง / Takedown คนหนึ่ง / ถ่ายรูปหลักฐาน / ทำลายสิ่งของ หรือขโมยรถ นอกจากนั้นเราสามารถสร้างความได้เปรียบด้วยการให้คนฝั่งเรา ที่มีอาชีพในกลุ่มศัตรู เข้าไปในสถานที่ต้องห้ามของพวกเขาเพื่อให้ไม่เป็นจุดเด่น แต่ก็ต้องระวังอย่าเดินใกล้เขามากเกินไปล่ะ

การแทรกซึมโดยใช้ตัวละครฝั่งวายร้าย

นอกจากนั้นยังมีมินิเกมให้เล่น อย่างการปาลูกดอก ที่สามารถท้า NPC ที่กำลังปาอยู่มาแข่งกันได้, เดาะลูกฟุตบอล, ทาสี Graffiti และการสวมบทเป็นนักขับรถส่งของ แถมมีสังเวียนชกมวยให้เราได้แข่งขันกับคู่ต่อสู้ และถ้าหากชนะคนไหนก็จะมีโอกาสเรียกมาเป็นพวกเราได้ด้วย เราใช้เวลาเล่นเนื้อเรื่องหลักประมาณ 15 ชั่วโมง แต่ถ้าหากจะให้ครบทุกอย่างคงต้องใช้เวลาราว 30 ชั๋วโมงขึ้นไป

Dalton ตัวละครแรกที่เราจะได้ฝึกเล่นใน Prologue ของเกม

ด้านประสิทธิภาพและความเสถียร ที่เหมาะสมกับเกมยุคนี้ แต่มีเรื่องต้องปรับปรุงเล็กน้อย

ระบบแผนที่ของเกม ที่มี Fast Travel เป็นสถานีรถไฟฟ้าทั่วเมือง และการไฮไลท์ตัวละครที่น่าสนใจ

สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคือ มี Fast Travel เป็นสถานีรถไฟฟ้าทั่วเมือง และการทำ Fast Travel ทีหนึ่งถือว่าไวมาก และเราแนะนำให้ติดตั้งเกมใน SSD เพราะมีความเป็นไปได้ว่าบนฮาร์ดดิสก์ปกติอาจไม่เร็วเท่านี้ เราได้เล่นเกมนี้ด้วย PC ที่มีสเปคเป็น CPU AMD Ryzen 5 2600 และการ์ดจอ AMD Radeon RX Vega 56 พร้อมแรม 16 GB สามารถเล่นเกมนี้ทะลุ 60FPS ด้วยระดับกลาง ความละเอียด 1080p แต่ถ้าปรับสูง FPS เฉลี่ยจะตกลงมาที่ระดับ 50 นอกจากนั้นหากใครใช้การ์ดจอ Nvidia GeForce RTX ก็แนะนำให้เปิด Ray-Tracing กันดู แต่ถึงเราไม่เปิด Ray-Tracing ภาพของเกมก็ออกมาดูสวยงามมากอยู่แล้ว

NPC ที่ยืนยกมือแบบงงๆ ทั้งที่ควรมีคนจากกองกำลัง Albion ยืนควบคุมตัวพวกเขา

แต่เราก็มีโอกาสได้เห็น Bug เห็น Glitch ได้บ้าง ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกมไปต่อไม่ได้ แต่เรามีโอกาสได้เจอกับภารกิจหนึ่งที่เราเข้าไปแล้ว กลับทำอะไรต่อไม่ได้ นอกจากจะต้องปิดเกมเปิดใหม่ และเราก็ไม่กล้าเล่นภารกิจนั้น จนกว่าตัวเกมจะมีอัพเดทเพิ่มเติม

สรุป

สำหรับเราแล้ว เกมนี้มีเกมเพลย์ที่สนุก สร้างสรรค์ มีความแปลกใหม่ระหว่างทางสูง เชื่อว่าใครที่ได้เล่นจะรู้สึกคุ้มค่าคุ้มราคากับเกมนี้ สามารถตามทันเหตุการณ์ในเกม และอินไปด้วยได้ไม่ยาก แต่กลับไม่ลงเอยด้วยความประทับใจทางเนื้อเรื่องเท่าใดนัก และนี่คือเกม Watch Dogs ที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด